ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร? รวมเช็กลิสต์ที่ห้ามนำมาใช้ พร้อมวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ภาษีซื้อต้องห้าม

ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่จดทะเบียน VAT อยู่ เชื่อว่าเคยได้ยินคำว่า “ภาษีซื้อต้องห้าม” มาบ้างแน่นอน แต่หลายคนยังสับสนว่ามันคืออะไรกันแน่ แบบไหนนำมาเครดิตได้ แบบไหนทำไม่ได้เลย และถ้าเผลอนำไปใช้ผิดจะโดนอะไร? บทความนี้ Account Channels PCL จะอธิบายให้ครบ ตั้งแต่นิยาม เช็กลิสต์ ไปจนถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร?

ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จ่ายไปในการซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายกำหนดว่า ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ (ห้ามนำมาเครดิตภาษี) ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

ตามมาตรา 82/5

มาตรา 82/5 กำหนดประเภทของภาษีซื้อต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายมองว่ามีโอกาสถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับกิจการได้โดยตรง

ความต่างระหว่างภาษีซื้อที่ “ขอคืนได้” กับ “ต้องห้าม”

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ไม่ใช่ภาษีซื้อทุกตัวที่ต้องห้ามจะ “ลงรายจ่ายไม่ได้” เสมอไป กฎหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ที่ต้องระวังให้ดี

  • ภาษีซื้อปกติ — นำมาหักจากภาษีขายได้เลย ถ้าเกี่ยวข้องกับกิจการและมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง
  • ภาษีซื้อต้องห้าม — ห้ามนำมาเครดิตภาษี แต่บางประเภทยังสามารถลงเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ตามปกติ ในขณะที่บางประเภทนั้น ทั้งเครดิตภาษีและลงรายจ่ายก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ตารางสรุป สิทธิการใช้งานภาษีซื้อต้องห้าม

ประเภทภาษีซื้อต้องห้ามเครดิต VAT ได้ลงรายจ่ายบริษัทได้
ค่ารับรอง (อาหาร, ที่พัก, ของขวัญ)✅(ตามเงื่อนไข)
รถยนต์นั่ง / ไม่เกิน 10 ที่นั่ง (น้ำมัน, ซ่อม, ประกัน)
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ไม่มีชื่อบริษัท)
ใบกำกับที่แก้ไขไม่ถูกต้อง✅(บางกรณี)
ใบกำกับภาษีปลอม
ไม่มีเอกสารหลักฐาน
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
ใบกำกับรายการไม่ครบ (ม. 86/4)

เช็กลิสต์: ภาษีซื้อต้องห้ามที่ “ลงรายจ่ายบริษัทได้” (ห้ามแค่ VAT)

กลุ่มนี้คือภาษีซื้อที่ “ต้องห้ามในแง่ VAT” แต่ ยังลงรายจ่ายเพื่อลดกำไรทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ อย่าสับสนระหว่างสองเรื่องนี้ เพราะเป็นคนละระบบภาษีกัน

1. ภาษีซื้อเกี่ยวกับค่ารับรองลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการรับรอง เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก หรือของขวัญที่มอบให้ลูกค้าและคู่ค้า ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย แม้จะมีใบกำกับภาษีครบถ้วนก็ตาม เนื่องจากรายจ่ายเหล่านี้กฎหมายมองว่าไม่ได้เกิดขึ้น “เพื่อกิจการ” โดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงรายจ่ายได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของค่ารับรองตามกฎกระทรวงด้วย

2. ภาษีซื้อรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง

นี่คือหนึ่งในประเด็นที่เจ้าของกิจการถามบ่อยที่สุด VAT จากการซื้อรถยนต์นั่ง รวมถึงค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าประกันภัยของรถยนต์ประเภทนี้ ล้วนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งสิ้น แม้รถจะจดทะเบียนในนามบริษัทก็ตาม ข้อยกเว้นมีเพียงกรณีที่ใช้รถเพื่อกิจการเช่าหรือให้บริการขนส่งโดยเฉพาะเท่านั้น

3. ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ที่ไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อปรากฏอยู่ เช่น ใบเสร็จจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือปั๊มน้ำมันบางแห่ง ไม่สามารถนำ VAT มาเครดิตได้ เพราะกฎหมายกำหนดว่าใบกำกับภาษีที่จะใช้เครดิตได้ต้องเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ระบุข้อมูลผู้ซื้อครบถ้วน

4. ภาษีซื้อที่เกิดจากใบกำกับภาษีที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง

ใบกำกับภาษีที่มีการแก้ไขข้อมูลนั้น หากแก้ไขถูกต้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (เช่น ผู้ออกใบกำกับลงลายมือชื่อกำกับ) อาจยังใช้ได้ แต่หากแก้ไขไม่ถูกวิธี ก็จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นที่อยู่ในหมวดนี้ด้วย ได้แก่

  • ภาษีซื้อสำหรับทรัพย์สินหรือรายจ่ายที่ใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย VAT เช่น กิจการที่ได้รับยกเว้น VAT
  • ภาษีซื้อจากการเฉลี่ยในส่วนที่เป็นของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT กรณีที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสียและไม่ต้องเสีย VAT
  • ภาษีซื้อสำหรับสินค้าหรือบริการที่ใช้ในกิจการทั้งที่ต้องเสียและไม่ต้องเสีย VAT ในกรณีที่รายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT ไม่น้อยกว่า 90% และผู้ประกอบการเลือกใช้สิทธิไม่เฉลี่ยภาษีซื้อ
  • ภาษีซื้อสำหรับการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ ที่ใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT แต่ภายใน 3 ปีนับแต่สร้างเสร็จได้ขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT
  • ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่รายการ “ใบกำกับภาษี” ไม่ได้ตีพิมพ์ หรือจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กรณีที่จัดทำใบกำกับภาษีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ
ภาษีซื้อต้องห้าม

คำเตือน! ภาษีซื้อต้องห้ามที่ “ลงรายจ่ายก็ไม่ได้ เคลม VAT ก็ห้าม”

กลุ่มนี้อันตรายกว่ามาก เพราะไม่ใช่แค่นำมาเครดิต VAT ไม่ได้ แต่ยังไม่สามารถนำไปลดรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ด้วย นอกจากนี้หากตรวจพบยังมีโทษตามมาอีก

1. ใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิ

ไม่ว่าจะรับมาโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากนำใบกำกับภาษีปลอมมาเครดิตหรือลงรายจ่าย ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งปรับและจำคุก กรณีนี้ไม่มีข้อยกเว้น และสรรพากรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

2. ภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี หรือเอกสารสูญหาย

ไม่ว่ารายจ่ายนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบ ก็ไม่มีสิทธิทั้งเครดิตและลงรายจ่าย กรณีเอกสารสูญหาย ให้รีบติดต่อขอสำเนาจากผู้ขายก่อนที่จะถึงรอบการยื่นภาษี

3. รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ (ค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือกรรมการที่นำมาเบิกผ่านบริษัท เช่น ค่าช้อปปิ้ง ค่าเที่ยวส่วนตัว หรือค่าซ่อมบ้านพักอาศัย ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่หนักที่สุด เพราะนอกจากนำมาเครดิตไม่ได้ ยังถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอีกด้วย

4. ใบกำกับภาษีที่รายการไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรา 86/4

มาตรา 86/4 กำหนดรายการที่ต้องปรากฏในใบกำกับภาษีเต็มรูปไว้ เช่น ชื่อและที่อยู่ผู้ออก เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้า/บริการ มูลค่า และจำนวน VAT ถ้าขาดรายการใดรายการหนึ่ง ใบกำกับนั้นถือว่าไม่สมบูรณ์ และ VAT ในนั้นจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อพบ “ภาษีซื้อต้องห้าม” ในมือ

เมื่อรู้แล้วว่าเอกสารในมือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ขั้นตอนต่อไปคือต้องจัดการให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังเมื่อถูกตรวจสอบ

  1. แยกเอกสารเพื่อไม่ให้นำไปรวมกับภาษีซื้อปกติ — จัดโฟลเดอร์แยกหรือทำสัญลักษณ์กำกับให้ชัดเจนว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้าม อย่าปะปนกับเอกสารที่นำมาเครดิตได้
  2. บันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามในรายงานภาษีซื้อ (ระบุว่าห้ามใช้) — กฎหมายกำหนดให้ต้องบันทึกภาษีซื้อต้องห้ามลงในรายงานภาษีซื้อด้วย แต่ต้องระบุในช่องที่กำหนดว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อแสดงว่าไม่ได้นำไปเครดิต
  3. เทคนิคการตรวจสอบใบกำกับภาษีก่อนรับมอบจากคู่ค้า — ก่อนรับใบกำกับภาษีควรตรวจสอบ: มีชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทเราหรือไม่, รายการครบตามมาตรา 86/4 หรือไม่, และผู้ออกเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ (สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร)

H2: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไขเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบ

แม้จะพยายามดูแลอย่างดี แต่ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามก็ยังเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกิจการที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือยังไม่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน ลองดูกรณีที่พบบ่อยที่สุด

กรณีเผลอนำภาษีซื้อต้องห้ามไปเครดิตภาษี (การยื่นเพิ่มเติม ภ.พ.30)

หากพบภายหลังว่าเคยนำภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในการเครดิตภาษีโดยไม่ตั้งใจ วิธีแก้ไขที่ถูกต้องคือยื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมสำหรับงวดที่เกิดข้อผิดพลาด พร้อมชำระภาษีและเงินเพิ่มที่ค้างอยู่ การสมัครใจแก้ไขก่อนถูกตรวจสอบจะช่วยลดโทษและค่าปรับได้มากกว่าการรอให้สรรพากรพบเอง ทั้งนี้ หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบที่ต้องยื่น แนะนำให้ศึกษาเรื่อง ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 คืออะไร เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของการยื่นแบบภาษีนิติบุคคลควบคู่กันด้วย

ความเข้าใจผิดเรื่อง “เลขทะเบียนรถ” ในใบกำกับภาษีค่าน้ำมัน

หลายคนเข้าใจว่าถ้าใบกำกับภาษีค่าน้ำมันมีชื่อบริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็นำมาเครดิตได้แล้ว แต่ความจริงคือ ถ้าเป็นค่าน้ำมันของรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง VAT ในใบนั้นยังคงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามอยู่ดี ไม่ว่าจะมีเลขทะเบียนรถปรากฏในใบกำกับหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ต้องดูคือ “ประเภทของรถ” ไม่ใช่ว่ามีเลขทะเบียนหรือเปล่า

นอกจากเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามแล้ว ผู้ประกอบการยังควรทำความเข้าใจภาษีประเภทอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น 5 ภาษีที่ผู้ประกอบการต้องรู้ เพื่อบริหารภาษีของธุรกิจได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง

สรุป ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม

ภาษีซื้อต้องห้ามไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเข้าใจและแยกประเภทได้ถูกต้อง หัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่าแต่ละประเภทมีสิทธิ์อะไรบ้าง — บางอย่างเครดิต VAT ไม่ได้แต่ลงรายจ่ายได้ บางอย่างทำได้ทั้งสองอย่าง และบางอย่างไม่ได้เลยสักอย่าง

สำหรับธุรกิจที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือมีรายจ่ายหลากหลายประเภท การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องคือสิ่งจำเป็น บริษัทรับทำบัญชี ที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยคัดกรองและจัดการภาษีซื้อต้องห้ามได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ และยังช่วยวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณด้วย

หากต้องการตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและภาษีอย่างเป็นทางการ สามารถใช้บริการ ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้เช่นกัน — Account Channels PCL พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามหรือการจัดการบัญชีรายวัน

ติดต่อเราที่:

  • โทร: 1611 หรือ 1493
  • Email: [email protected] 
  • สาขาหลัก: 135/5 อาคารอมรพันธุ์ 205 ทาวเวอร์ 2 ชั้น 6 ซอยนาทอง (รัชดาภิเษก 7) ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

หรือติดตามเราได้ทาง LINE, Facebook, Instagram, TikTok, YouTube

Share

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *